“แมงกะพรุน”ตัวสวยใส ภัยร้ายใต้น้ำที่ต้องระวัง!
หากคุณชื่นชอบการท่องเที่ยวทะเลและการดำน้ำ สิ่งหนึ่งที่ต้องทำความรู้จักและป้องกันเอาไว้ คือเรื่องของความปลอดภัยใต้น้ำ และอันดับต้นๆ ที่พูดถึงกันก็คือ แมงกะพรุน (Jellyfish) หนึ่งในสัตว์ทะเลที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แม้พวกมันจะมีตัวใสดูสวยงามพลิ้วไหว แต่ภายใต้ความสวยงามนั้นกลับแฝงด้วยอันตรายจาก เข็มพิษแมงกะพรุนนับล้านเล่มที่พร้อมจะโจมตีเมื่อสัมผัส แต่ไม่ต้องกังวลเกินไป เพราะเราจะพาคุณไปรู้จักเจ้าแมงกะพรุนอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งวิธีรับมือกับพิษของแมงกะพรุนตัวใสเหล่านี้
ทำความรู้จักแมงกะพรุน สัตว์ใต้น้ำดึกดำบรรพ์ที่น่าทึ่ง
แมงกะพรุนเป็นสัตว์น้ำที่มีระบบการทำงานของร่างกายไม่ซับซ้อน มีลำตัวโปร่งใส ร่างกายประกอบด้วยเจลาตินเป็นส่วนใหญ่ สามารถมองเห็นเข้าไปได้ถึงอวัยวะภายใน
•แหล่งที่อยู่อาศัย: พบแพร่กระจายอยู่ทั่วโลก ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล แต่บางชนิดอยู่ในน้ำจืด พบได้ตั้งแต่น้ำตื้น ผิวน้ำ ไปจนถึงทะเลลึกทั้งในเขตร้อนและขั้วโลก
•อาหาร: ใช้หนวดและเข็มพิษจับสัตว์เล็กๆ เช่น แพลงก์ตอน ปลา กุ้ง ปู และแม้แต่แมงกะพรุนด้วยกันเอง
•ผู้ล่า: ศัตรูตามธรรมชาติมีไม่มากนัก หลักๆ คือ เต่าทะเล ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลาพระอาทิตย์ (Sunfish) และมนุษย์ที่นำมาปรุงอาหาร
4 เรื่องน่าทึ่งเกี่ยวกับแมงกะพรุน
1. เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่สุดในโลก : แมงกะพรุนเป็นสัตว์ที่มีวิวัฒนาการน้อยมาก อาศัยอยู่ในโลกมาแล้วไม่ต่ำกว่า 500 ล้านปี (อาจถึง 700 ล้านปีหรือกว่านั้น) จึงนับเป็นสัตว์ที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในโลก
2. มีขนาดตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงยาวหลายสิบเมตร: แมงกะพรุนชนิดที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ แมงกะพรุนขนสิงโต (Cyanea capillata) ที่เมื่อแผ่ออกแล้วอาจมีความกว้างได้ถึงเกือบ 3 เมตร และยาวถึง 37 เมตร ปกติพบในอาร์กติก, มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ และมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ *ข้อมูลจาก British Jellyfish
3. จัดเป็นแพลงก์ตอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก: เป็นสัตว์ที่ไม่มีหัวใจ ไม่มีกระดูก ไม่มีระบบเลือด และไม่มีสมอง มีเพียงระบบประสาทพื้นฐานเท่านั้น
4. มีระบบการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในบรรดาสัตว์น้ำทั้งหมด: เคลื่อนที่ด้วยการหดขยายร่างกายรูประฆังของตัวเอง เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนดันตัวไปข้างหน้า จึงใช้พลังงานน้อย ซึ่งนับเป็นการเคลื่อนที่ที่มีประสิทธิภาพที่สุดในบรรดาสัตว์น้ำทั้งหมด
ประเภทของแมงกะพรุนและระดับความรุนแรงของพิษ
1. แมงกะพรุนแท้ (Scyphozoa) มีทั้งชนิดพิษร้ายแรง(เช่น แมงกะพรุนไฟสีส้ม/แดง)และชนิดที่พิษอ่อนซึ่งพิษจะถูกทำลายไปเมื่อโดนความร้อน เช่นแมงกะพรุนที่เรานำมาทำเป็นอาหาร
2. แมงกะพรุนกล่อง (BoxJellyfish หรือ SeaWasp) ราชาแห่งพิษร้าย เป็นแมงกะพรุนมีพิษรุนแรงมากมีวิวัฒนาการสูง มีอวัยวะรับแสงและกำหนดทิศทางได้เป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตทั่วโลก *Sea Wasp คำนี้แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า “แตนทะเล”แต่เป็นคนละอย่างกับแตนทะเลที่เราเรียกกัน จัดอยู่ในวงศ์ Cubozoa
3. แมงกะพรุนไฟขวดฟ้า (PortugueseMan o’ War) รูปร่างคล้ายถุงพลาสติกสีฟ้า แม้จะตัวเล็ก(5-10 ซม.) แต่หนวดยาวได้นับสิบเมตร ชนิดที่เล็กสุดชื่อ Irkundji มีขนาดเพียง 5ม.ม. แต่มีพิษรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้
ประโยชน์ของแมงกะพรุน
เรามักจะนึกถึงแมงกะพรุนในฐานะสัตว์อันตรายใต้ทะเลแต่ที่จริงในบรรดาแมงกะพรุนทั้งหมดที่คาดการว่ามีราว 30,000 ชนิดและเป็นที่รู้จักกันดีราว 2,000 ชนิดนั้น มีเพียงราว 70 ชนิดที่มีอันตรายต่อมนุษย์แมงกะพรุนหลายชนิดที่มนุษย์เรานำมารับประทานเป็นอาหารได้ที่รู้จักกันดี คือ แมงกะพรุนหนัง (Rhopilema spp.), แมงกะพรุนจาน (Aurelia spp.), แมงกะพรุนลอดช่อง และแมงกะพรุนหอม สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท อาทิ ยำและเป็นส่วนประกอบสำคัญของเย็นตาโฟ ชาวจีนมีการรับประทานแมงกะพรุนมาไม่ต่ำกว่า1,000 ปีแล้ว โดยชาวประมงจะเก็บจากทะเล และผ่าออกทำการตากแห้งและหมักกับเกลือ, สารส้ม และโซเดียม ก่อนจะนำออกขาย คุณค่าทางอาหารของแมงกะพรุนคือ มีโปรตีนสูงและแคลอรีต่ำ เป็นโปรตีนประเภทคอลลาเจนสามารถรับประทานได้ซึ่งจากการศึกษาพบว่าคอลลาเจนจากแมงกะพรุนอาจจะมีส่วนรักษาโรคไขข้ออักเสบและโรคหลอดลมอักเสบ ตลอดจนทำให้ผิวหนังนุ่มนวลด้วย
กลไกพิษแมงกะพรุนทำงานอย่างไร?
แมงกะพรุนบางสายพันธุ์อาจกินได้แต่บางสายพันธุ์ก็มีพิษร้ายกาจ กลไกพิษของแมงกะพรุน อยู่ที่บริเวณหนวดของแมงกะพรุนซึ่งจะมีนีมาโทซิส (Nematocyst)หรือเซลล์เข็มพิษขนาดเล็กจำนวนมหาศาล เมื่อผิวหนังของเราไปสัมผัสถูกหนวดกลไกนี้จะถูกกระตุ้นและฉีดเข็มพิษเข้าสู่ผิวหนังทันทีด้วยความเร็วสูงทำให้เกิดอาการบาดเจ็บหรือได้รับสารพิษเข้าสู่กระแสเลือดนั่นเอง
การปฐมพยาบาลเมื่อพลาดสัมผัสแมงกะพรุน
บ่อยครั้งที่นักท่องเที่ยวและนักดำน้ำพลาดไปสัมผัสกับพิษแมงกะพรุน ซึ่งมีวิธีการดูแลปฐมพยาบาลเบื้องต้นคือ
1.ห้ามใช้น้ำจืดล้างแผลเด็ดขาด เพราะน้ำจืดจะกระตุ้นให้เข็มพิษที่ยังไม่แตก ทำงานและปล่อยพิษเพิ่มขึ้น
2.ใช้น้ำส้มสายชูราดบริเวณที่โดนพิษต่อเนื่องอย่างน้อย 30 วินาที เพื่อยับยั้งการทำงานของเข็มพิษ
3.สังเกตอาการ หากมีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือซึมลง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที
วิธีป้องกันแมงกะพรุนที่มีประสิทธิภาพที่สุด
แม้การสวมชุดว่ายน้ำที่มิดชิดจะช่วยปกป้องผิวได้ในระดับหนึ่ง แต่เข็มพิษขนาดเล็กยังอาจลอดผ่านเนื้อผ้าหรือสัมผัสบริเวณที่อยู่นอกร่มผ้าอย่างใบหน้าและลำคอได้ ทางเลือกที่ดีที่สุด คือการใช้ครีม กันแดดกันแมงกะพรุน Safe Sea ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Jellyfish Protection ซึ่งทำงานประสานกันถึง 3 ขั้นตอน ที่ช่วยยับยั้งพิษแมงกะพรุน
•ลื่น: เนื้อครีมมีความลื่นเป็นพิเศษ ทำให้หนวดแมงกะพรุนเกาะติดผิวได้ยาก
•หลอก: มีสารสกัดเลียนแบบเมือกปลาการ์ตูน ทำให้แมงกะพรุน "เข้าใจผิด" ว่าเราไม่ใช่เหยื่อ และไม่ตรวจจับการสัมผัสตั้งแต่ต้น
•ทำลาย: หากเกิดการสัมผัส ตัวครีมจะเข้าไปบล็อกระบบส่งสัญญาณและลดความดันภายในต่อมพิษ ทำให้แมงกะพรุนไม่สามารถยิงเข็มพิษออกมาทำร้ายผิวเราได้
สรุป
เมื่อรู้จักเจ้าแมงกะพรุนและและวิธีป้องกันพิษสงของมันแล้ว ทีนี้ไม่ว่าจะไปเที่ยวทะเลหรือดำน้ำ ก็ไม่ต้องกังวลกับแมงกะพรุนรวมทั้งสัตว์มีพิษอื่นๆ ใต้ทะเลจนเกินไป เพราะมีตัวช่วยดีๆ อย่าง Safe Sea ที่ตอบโจทย์ครบ ทั้งกันแดด กันน้ำ กันพิษแมงกะพรุน และยังเป็นครีมกันแดดที่เป็นมิตรต่อประการัง ไม่มีสารต้องห้ามที่ทำให้ปะการังฟอกขาวอีกด้วย ไปทะเลเมื่อไหร่พกเอาไว้อุ่นใจแน่นอน