5 พิกัดอันซีนไทยที่นักดำน้ำทั่วโลกต้องมาสักครั้ง
ทะเลไทยไม่ได้เป็นเพียงแค่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว แต่สำหรับนักดำน้ำทั่วโลก ที่นี่คือ “หนึ่งในสวรรค์ใต้น้ำที่ดีที่สุดของโลก” ด้วยความหลากหลายของระบบนิเวศ แนวปะการังสีสันสด ฝูงปลาขนาดใหญ่ ไปจนถึงโอกาสในการพบสัตว์ทะเลหายากอย่างฉลามวาฬและกระเบนราหู สำหรับนักดำน้ำ การได้ไปเช็กอิน “จุดดำน้ำระดับตำนาน” ของไทยสักครั้ง ถือเป็น Bucket List ที่หลายคนต้องทำให้สำเร็จ และนี่คือ 5 พิกัดอันซีนที่นักดำน้ำทั่วโลกต่างยกให้เป็น Dream Destination ของเอเชีย
1. กองหินริเชลิว (Richelieu Rock) ดินแดนแห่งฉลามวาฬกลางทะเลอันดามัน
กองหินริเชลิว ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา (โซนอันดามันเหนือ) ถือเป็นหนึ่งในจุดดำน้ำลึกที่ดีที่สุดและมีชื่อเสียงที่สุดในประเทศไทย รวมถึงติดอันดับจุดดำน้ำชั้นนำของโลกด้วย
จุดนี้โดดเด่นด้วยแนวปะการังอ่อนสีม่วง ชมพู และแดง ที่ปกคลุมหินใต้น้ำอย่างหนาแน่นราวกับสวนดอกไม้ใต้ทะเล สิ่งที่ทำให้ที่นี่กลายเป็น Legendary Dive Site คือ โอกาสพบฉลามวาฬที่ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูดำน้ำ น้ำทะเลที่อุดมสมบูรณ์ยังเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตเล็กๆ สุดหายาก ไม่ว่าจะเป็นกุ้งตัวตลก, ม้าน้ำ หรือ ทากทะเล (nudibranch) สีสด นักดำน้ำส่วนใหญ่มักเลือกเดินทางแบบ Liveaboard เพราะช่วยให้สามารถดำน้ำได้หลายรอบ และเข้าถึงช่วงเวลาที่ทะเลสวยที่สุด
ระดับนักดำน้ำ: แนะนำสำหรับผู้ที่มีใบอนุญาตระดับ Advanced Open Water Diver ขึ้นไป เนื่องจากเป็นจุดดำน้ำในทะเลเปิดที่มีกระแสน้ำและมีความลึกพอสมควร
การเดินทาง: ส่วนใหญ่จะนิยมเดินทางด้วยเรือกินนอน ทริป 3-5 วัน จากภูเก็ตหรือพังงา หรือสามารถซื้อทริปแบบไปเช้า-เย็นกลับ (Day Trip) ด้วยเรือ Speedboat จากท่าเรือคุระบุรี จังหวัดพังงา ได้เช่นกัน
2. หินม่วงหินแดง (Hin Muang & Hin Daeng) อาณาจักรสีม่วงแดงแห่งท้องทะเลลึก
นี่คือหนึ่งใน Dive Site ที่สวยและทรงพลังที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กองหินม่วงและกองหินแดง คือภูเขาใต้น้ำขนาดมหึมาที่ดิ่งลึกลงไปกว่า 60 เมตร เต็มไปด้วยปะการังสีม่วงเข้มและแดงสดที่กลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
กระแสน้ำที่ค่อนข้างแรงทำให้ที่นี่อุดมสมบูรณ์อย่างมหาศาล จนกลายเป็นจุดรวมของสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ ทั้งกระเบนราหู ฝูงปลานักล่า และบางครั้งอาจพบฉลามวาฬ
ระดับนักดำน้ำ: ที่นี่เหมาะสำหรับนักดำน้ำระดับ advanced ขึ้นไป เพราะต้องอาศัยการควบคุมการลอยตัว และประสบการณ์ในการรับมือกับกระแสน้ำ
การเดินทาง: สามารถมาได้ทั้ง Day Trip จากเกาะพีพีหรือเกาะลันตา หรือการมาด้วยเรือ Liveaboard ในเส้นทางอันดามันใต้การเดินทางมาสู่เกาะลันตา สามารถขึ้นเรือที่ท่าเรือเจ้าฟ้า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองกระบี่ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงกว่าๆ หากมาทางเครื่องบิน สามารถลงที่สนามบินกระบี่และต่อรถตู้มาท่าเรือสู่เกาะลันตา หากมาทางรถทัวร์ ให้ลงที่สถานีขนส่งกระบี่และต่อรถตู้ ส่วนถ้าเดินทางมาทางรถไฟ ให้ลงที่สถานีตรัง จะมีรถตู้ไปท่าเรือที่มุ่งสู่เกาะลันตาเช่นกัน
3. เกาะโลซิน (Koh Losin) จุดดำน้ำสุดลับกลางอ่าวไทย
เกาะโลซิน ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดปัตตานี ถือเป็นจุดดำน้ำที่ไกลที่สุดและอยู่ใต้สุดของฝั่งอ่าวไทย มีลักษณะเป็นกองหินขนาดเล็กโผล่พ้นน้ำขึ้นมา โดยมีประภาคารตั้งอยู่ด้านบนเพื่อส่งสัญญาณเตือนเรือสินค้า ที่นี่นับเป็นจุดดำน้ำระดับเอ็กซ์คลูซีฟในฝั่งอ่าวไทยเนื่องจากเดินทางไปถึงได้ค่อนข้างยาก แต่คุ้มค่าด้วยความสวยงามของระบบนิเวศที่ยังคงสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง ใต้ผิวน้ำเต็มไปด้วยทุ่งปะการังเขากวางขนาดมหึมา ฝูงปลาขนาดใหญ่ และทัศนวิสัยที่มองได้ไกลสุดสายตา ความเงียบสงบของที่นี่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวหลักโดยสิ้นเชิง
ที่เกาะโลซินเป็นหนึ่งในพิกัดที่ดีที่สุดของอ่าวไทยในการเดินทางมาลุ้นเจอฉลามวาฬ และบางครั้งอาจพบฝูงปลากระเบนโรนัน หรือปลากระเบนราหูแวะเวียนมาด้วย เนื่องจากตั้งอยู่ห่างไกลฝั่ง ทำให้เป็นแหล่งอนุบาลและอยู่อาศัยของฝูงปลาขนาดใหญ่ เช่น ฝูงปลามง, ฝูงปลาสาก, ฝูงปลาหูช้าง และปลาวัวไททัน ในบริเวณใกล้เคียงยังมีจุดเรือจม ซึ่งกลายเป็นแนวปะการังเทียมและบ้านของฝูงปลาจำนวนมาก
ระดับนักดำน้ำ: เหมาะสำหรับนักดำน้ำระดับ Advanced open water diver ขึ้นไป เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งอยู่กลางทะเลเปิด มีโอกาสเจอกระแสน้ำแรง และต้องบริหารจัดการเรื่องความลึกและการลอยตัวได้เป็นอย่างดี
การเดินทาง: ไม่สามารถเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ (Day Trip) ได้ เนื่องจากระยะทางห่างไกลจากชายฝั่งมาก นักดำน้ำจำเป็นต้องเดินทางด้วยเรือกินนอน (Liveaboard) เท่านั้น โดยส่วนใหญ่เรือจะออกจากท่าเรือในจังหวัดสงขลาหรือนราธิวาส
4. เรือหลวงช้าง (HTMS Chang) ซากเรือรบใต้ทะเลที่นักดำน้ำต้องลองสักครั้ง
สำหรับสาย Wreck Dive ไม่มีที่ไหนในไทยจะโด่งดังไปกว่า เรือหลวงช้าง (HTMS Chang) ซึ่งเป็นจุดดำน้ำซากเรือรบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ตั้งอยู่บริเวณหลังเกาะคลุ้ม ใกล้กับเกาะช้าง จังหวัดตราด เหมาะสำหรับนักดำน้ำลึก ที่มีใบรับรองระดับ Advanced Open Water ขึ้นไป เนื่องจากซากเรือจมอยู่ในระดับความลึกประมาณ 11-30 เมตร
เรือรบขนาดยักษ์ที่ถูกจมลงใต้น้ำแห่งนี้ กลายเป็นบ้านของฝูงปลานับหมื่นตัว ทั้งปลาหูช้าง ปลากะพง และสัตว์ทะเลอีกมากมาย ความน่าสนใจของที่นี่คือการได้ว่ายลอดห้องต่างๆ ภายในเรือ ให้ความรู้สึกเหมือนสำรวจเมืองใต้น้ำ
ระดับนักดำน้ำ: นักดำน้ำระดับ Open Water Diver สามารถดำได้บริเวณโครงสร้างส่วนบนและเสากระโดงเรือ (ความลึกไม่เกิน 18 เมตร) ส่วนนักดำน้ำ Advanced Open Water Diver ขึ้นไป จะคุ้มค่าที่สุดเพราะสามารถลงไปเดินสำรวจบริเวณดาดฟ้าเรือหลักและรอบตัวเรือในโซนน้ำลึกได้ปลอดภัยกว่า
การเดินทาง: เริ่มต้นด้วยการเดินทางไปยัง เกาะช้าง จังหวัดตราด ก่อน จากนั้นจึงนั่งเรือของศูนย์ดำน้ำออกไปยังพิกัดที่เรือจม
5. กองหินชุมพร(Chumphon Pinnacle) สวรรค์ของนักดำน้ำแห่งเกาะเต่า
ใครที่ฝันอยากเจอฉลามวาฬฝั่งอ่าวไทย ต้องไม่พลาด Chumphon Pinnacle
ยอดเขาใต้น้ำ 4 ยอดแห่งนี้ เต็มไปด้วยฝูงปลาหูช้างขนาดใหญ่ ดอกไม้ทะเล และปลาหลากสีที่ว่ายวนตลอดเวลา ที่นี่คือจุดที่ทั้งนักดำน้ำมือใหม่และมือโปรต่างหลงรัก เพราะให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวาทุกครั้งที่ลงน้ำ โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่ แสงแดดที่ส่องทะลุน้ำลงมากระทบฝูงปลา คือภาพที่นักดำน้ำหลายคนยอมบินข้ามโลกเพื่อมาดูด้วยตาตัวเอง
ระดับนักดำน้ำ: แนะนำสำหรับนักดำน้ำระดับ Advanced Open Water Diver ขึ้นไป เนื่องจากยอดกองหินเริ่มต้นที่ความลึกค่อนข้างมาก (ประมาณ 14-16 เมตร) และในบางวันอาจมีกระแสน้ำแรง จึงจำเป็นต้องทักษะการควบคุมการลอยตัวและการจัดการอากาศที่ดี
การเดินทาง: เดินทางได้สะดวกมาก โดยจองทริปดำน้ำแบบไปเช้า-เย็นกลับ (Day Trip) กับศูนย์ดำน้ำที่มีอยู่มากมายบนเกาะเต่า นั่งเรือใหญ่หรือเรือสปีดโบ๊ทออกจากเกาะเต่าใช้เวลาเดินทางเพียงประมาณ 40–50 นาที เท่านั้น
Diver’s Checklist: สิ่งที่นักดำน้ำยุคใหม่ต้องใส่ใจ
1. Respect the Ocean
กฎสำคัญที่สุดของนักดำน้ำคือ “Take Nothing but Photos” ไม่จับ ไม่เหยียบ ไม่รบกวนสัตว์ทะเล และไม่ทิ้งอะไรไว้ใต้ทะเล
2. เลือกอุปกรณ์ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ
ตั้งแต่ถุงกันน้ำ ขวดน้ำ Reusable ไปจนถึงครีมกันแดด ทุกอย่างล้วนส่งผลต่อทะเล กันแดดบางชนิดมีสารเคมีที่ส่งผลต่อการฟอกขาวของปะการัง ทำให้หลายประเทศเริ่มออกกฎหมายควบคุม Reef-Harming Sunscreen มากขึ้น การเลือกใช้กันแดดแบบ Reef-Safe จึงไม่ใช่แค่เทรนด์ แต่คือความรับผิดชอบต่อทะเล
3. เลือกกันแดดที่ “เกิดมาเพื่อทะเล”
สำหรับสายดำน้ำ การใช้กันแดดทั่วไปอาจไม่เพียงพอ Safe Sea จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ เพราะช่วยปกป้องผิวจากแดดแรง กันพิษแมงกะพรุนและแตนทะเลที่อาจกวนใจระหว่างดำน้ำ พร้อมคำนึงถึงระบบนิเวศใต้ทะเลไปพร้อมกัน
เพราะทะเลที่สวยที่สุด… คือทะเลที่ยังคงสมบูรณ์